ในอดีตกาลอันนับประมาณมิได้ มีนางพราหมณีผู้หนึ่ง มารดามีมิจฉาทิฐิ ก่อกรรมกระทำบาปเป็นเนืองนิตย์ สืบมานางพราหมณีเฒ่าผู้เป็นมารดาถึงกาลกิริยา ได้ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรกเสวยผลกรรมในนรกภูมิ นางพราหมณีผู้เป็นธิดาแจ้งชัดแก่ใจว่า มารดาแห่งเมื่อครั้งมีชีวิตไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ซ้ำมักก่อกรรมกระทำบาป เมื่อสิ้นชีวิตต้องไปบังเกิดในนรกภูมิเป็นมั่นคง เมื่อดำริดังนั้นจึงจำหน่ายทรัพย์ทั้งสิ้นที่ตนมี นำเงินมาถวายวัดเพื่อเป็นกุศลในพระศาสนา และอุทิศให้มารดาแห่งตน
ต่อมาด้วยนางพราหมณีผู้เป็นธิดา ได้ปฏิบัติธรรมภายใต้พระเมตตาแห่ง “พระพุทธประภาสฌาเนศวรราชาตถาคตพุทธเจ้า” จนมีอิทธิฤทธิ์สามารถลงไปในนรกภูมิ ได้พบกับเจ้าแห่งภูตินามว่า “อพิษ” และได้ถามข่าวคราวมารดาแห่งตนว่ามีความเป็นอยู่ดีร้ายประการใด เจ้าแห่งภูติได้ตอบว่า ด้วยผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมของนาง บัดนี้นางพราหมณีเฒ่าผู้เป็นมารดา ตลอดจนถึงสรรพชีวิตทั้งปวงได้ที่ได้เสวยทุกขเวทนาในนรกภูมิ ได้ไปอุบัติในสรวงสวรรค์จนสิ้นแล้ว นางพราหมณีผู้เป็นธิดาได้ฟังดังนั้นก็เกิดธรรมปีติ ประกาศตั้งมหามโนปณิธานต่อพระปฏิมาแห่ง พระพุทธประภาสฌาเนศวรราชาตถาคตพุทธเจ้าว่า ตราบได้ที่ยังมีสรรพชีวิตเสวยทุกข์ ตนจักไม่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พระศากยมุนีตถาคตพุทธเจ้า ทรงแสดงกับพระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ ไว้ใน “กษิติครรภมหาโพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร” ว่า พราหมณีผู้เป็นธิดาในครั้งนั้นก็คือ “พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์” ในกาลครั้งนี้ ทั้งยังทรงแสดงอานิสงส์อันเกิดแต่การบูชาพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์นานัปการ
พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ทรงมีลักษณะดั่งเทวะบุรุษ ทั้งยังทรงพระลักษณะงดงามยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ทว่ารูปเคารพของพระองค์มักกระทำเป็นลักษณะดั่งเพศบรรพชิต ทั้งนี้เพราะพระองค์มักสำแดงนิรมาณกายในเพศบรรพชิต เพื่อเตือนจิตให้พุทธศาสนิกชนเคารพในพระรัตนตรัย โดยเฉพาะบรรพชิต อันเป็นตัวแทนของพระรัตนตรัย อีกประการนั้นการที่พระองค์สำแดงนิรมาณกายในเพศบรรพชิต เพื่อให้สรรพชีวิตได้เห็นความบริสุทธิ์ และความสงบแห่งเพศบรรพชิต เพื่อให้สรรพชีวิตมีจิตยินดีในการออกบรรพชา
อันพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมมีพระนิรมาณกายอันมีประมาณมิได้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ก็เฉกเช่นกัน คนจำนวนไม่น้อยมีความเห็นผิดว่า พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์จะโปรดเฉพาะสรรพสัตว์ในนรกภูมิ แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์นั้นโปรดสัตว์ทั่วทั้ง ๖ ภูมิ โดยที่พระศากยมุนียังทรงมอบหมายพระธุระในการแสดงธรรมต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในช่วงเวลาที่พระสุคตเจ้าทรงดับขันธปรินิพพาน และพระศรีอาริยเมตไตรยยังไม่ได้มาอุบัติเพื่อประกาศพระศาสนา ซึ่งสามารถจำแนกนิรมาณกายแห่งพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ตามการโปรดสรรพสัตว์ทั้ง ๖ ภูมิ ได้ดังนี้
๑. ทัณฑกษิติครรภ พระหัตถ์ทรงซ้ายคทาทัณฑ์ (คทาชนิดหนึ่ง ที่ยอดเป็นรูปศีรษะของมนุษย์) พระหัตถ์ขวากระทำอมฤตมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในนรกภูมิ
๒. มณีรัตนกษิติครรภ พระหัตถ์ซ้ายทรงแก้วจินดามณี พระหัตถ์ขวากระทำอมฤตมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในเปตภูมิ
๓. รัตนลัญจกรกษิติครรภ พระหัตถ์ซ้ายทรงรัตนลัญจกร พระหัตถ์ขวากระทำมโนรสรัตนมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในติรัจฉานภูมิ
๔. ธรณีกษิติครรภ พระหัตถ์ซ้ายทรงคทาวัชระ พระหัตถ์ขวากระทำทานมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในอสุรภูมิ
๕. สรวนิรวณวิสกัมภินกษิติครรภ พระหัตถ์ซ้ายทรงคทาขขร (คทาที่บรรพชิตจีนถือเวลาเดินทาง) พระหัตถ์ขวากระทำปณิธานมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในมนุสสภูมิ อันจักระงับแล้วซึ่งทุกข์แห่งสรรพชีวิตทั้ง ๘ ประการ อันประกอบไปด้วย ๑. ชาต (เกิด) ๒. ชรา (แก่) ๓. เจ็บ ๔. มรณ (ตาย) ๕. อุปายาส (ความคับแค้นใจ) ๖. ปิยวิปปโยค (ต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก) ๗. อัปปปิยสัมปโยค (ต้องพบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก) และ ๘. ปัญจุปาทานักขันธ์ (อุปาทานยึดมั่นในขันธ์ ๕)
๖. สุริยประภากษิติครรภ พระซ้ายทรงมโนรสจินดามณี หระหัตถ์ขวาทรงแสดงธรรมมุทรา ทรงสำแดงนิรมาณกายนี้เพื่อโปรดสรรพสัตว์ในเทวภูมิ
ใน “กษิติครรภทศจักรสูตร” แสดงความหมายนามแห่ง “กษิติครรภ” ไว้ความว่า คำว่า “กษิติ” (แผ่นดิน) หมายถึง พระขันติธรรมดังพื้นปฐพี และคำว่า “ครรภ” (ขุมใต้พื้นดิน) หมายถึง ทรงสงบนิ่งลึกล้ำดุจขุมใต้พื้นแผ่นดิน โดยแสดงคุณธรรมแห่งผืนปฐพีทั้ง ๗ ประการ อันเป็นคุณแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งลายไว้ดังนี้
๑. พื้นปฐพีสามารถให้กำเนิดและเป็นที่อาศัยแห่งสรรพชีวิต อันหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่กำเนิดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
๒. พื้นปฐพีสามารถรองรับสรรพสิ่งไว้ได้ อันหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลายสามารถรองรับ และรักษากุศลธรรมทั้งปวงไว้ได้
๓. พื้นปฐพีสามารรับเอาปฏิกูลแห่งสรรพสิ่งไว้ได้ อันหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย สามารถแบกรับทุกข์แห่งสรรพชีวิตเอาไว้ได้ ต่อเมื่อสรรพชีวิตข้ามพ้นทะเลแห่งความทุกข์แล้ว ตนเองจึงค่อยตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๔. พื้นปฐพีสามารถฝังซ่อนทรัพย์และสิ่งของทั้งหลายได้ อันหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมคุณธรรมอันวิเศษทั้งหลายแฝงเร้นไว้ภายใน
๕. พื้นปฐพีสามารถยังสรรพสิ่งทั้งหลาย (มีพฤกษาชาติเป็นอาทิ) เจริญเติบโตขึ้นได้ อันหมายถึง พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย จักสามารถยังให้คุณธรรมอันวิเศษทั้งปวงเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้
๖. พื้นปฐพีสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้สรรพสิ่งทั้งหลายอาศัยอยู่ได้ อันหมายถึง พระโพธิสัตว์ทั้งหลายสามารถเป็นที่พึ่งพิง เป็นสรณะให้แก่สรรพชีวิตได้
๗. พื้นปฐพีมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวเป็นลักษณะ อันหมายถึง พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย มีโพธิจิตที่แกร่งกล้าดุจเพชร (วัชระ) ซึ่งไม่มีวันที่จะเสื่อมสลายได้
ใน “กษิติครรภโพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร” พระโลกเชษฐ์ทรงแสดงอานิสงส์ แห่งการบูชาพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ด้วยการสวดรำลึกถึงพระนาม การถวายการสักการะ ฯลฯ ไว้ ๒๘ ประการดังนี้
๑. ทวยเทพและนาคคอยอารักษ์,
๒. บุญกุศลเพิ่มพูน,
๓. อริยะเหตุเพิ่มพูน,
๔. โพธิจิตไม่เสื่อมถอย,
๕. เครื่องบริโภคและอุปโภคบริบูรณ์,
๖. โรคภัยไม่กล้ำกลาย,
๗.พ้นแล้วจากภยันตรายอันเกิดแต่น้ำและไฟ,
๘. ไม่มีโจรภัยมาเบียดเบียน,
๙. เป็นที่นับถือของชนทั้งหลาย,
๑๐. ทวยเทพและภูตผีคอยช่วยเหลือ,
๑๑. อิตถีเพศเปลี่ยนเป็นบุรุษเพศ (หมายถึงสตรีเพศ ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นชาย),
๑๒. เป็นผู้นำแห่งสตรี (ในชาติที่เกิดเป็นหญิง),
๑๓. ลักษณะสง่างาม,
๑๔. ได้บังเกิดในเทวโลก,
๑๕. ได้บังเกิดเป็นกษัตริย์,
๑๖. มีญาณหยั่งรู้ชะตา,
๑๗. สมปรารถนา,
๑๘. มีความบันเทิง,
๑๙. อันตรายทั้งปวงไม่กล้ำกลาย,
๒๐. บาปกรรมสูญสลาย,
๒๑. เดินทางสะดวก (หมายถึง จะทำการสิ่งใดๆ ก็ดี มีการเดินทาง เป็นต้น ย่อมจะสะดวกราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรค),
๒๒. นอนหลับเป็นสุข,
๒๓. พ้นจากทุกข์ทั้งปวง,
๒๔. เกิดมามีบุญวาสนา,
๒๕. เป็นที่ยกย่องของบัณฑิต,
๒๖. ปัญญาหลักแหลม,
๒๗. มีจิตเมตตากรุณา,
๒๘. ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ที่มาแห่งนาม “กษิติครรภ” นั้น คัมภีร์ “รัตนตรัยผัสสสังเขปกถา” กล่าวว่า สมัยหนึ่งพระศาสดาทรงประทับอยู่ที่เขาคิชกูฏ ครานั้นพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ เดินทางท่องเที่ยวไปยังตำบลต่างๆ จนเมื่อมาถึงเขาเวปุลละบรรพต พบนายบ้านพร้อมด้วยลูกบ้านทั้ง ๕๐๐ ถูกอมนุษย์ทำร้ายดูดเอาพลังชีวิต ร่างกายไร้กำลัง นอนสลบไม่สมประดี พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์เกิดมหากรุณาจิต แต่ไม่รู้จะทำประการใด จึงเดินทางมาเข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาคศากยมุนีตถาคตพุทธเจ้า เมื่อมาถึงได้ถวายบังคมและนั่งลงที่บังควรส่วนข้างหนึ่ง จึงกราบบังคมทูลให้พระชินสีห์ทราบถึงเรื่องราวที่ตนไปพบมา และบังคมทูลถามพระผู้มีพระภาค เพื่อหาวิธีช่วยนายบ้านและบริวารทั้ง ๕๐๐ เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ฟังเนื้อความ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงแผ่พระพุทธรัศมีจากพระเศียร บังเกิดแสงสว่างถึงหมื่นสาย สาดส่องไปยังพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ครานั้นบริชนในธรรมสภาโจษจันกันว่า พระโพธิสัตว์ได้รับพระพุทธรัศมีครั้งนี้ จักต้องสำเร็จมหาธรรมประการใดประการหนึ่งเป็นมั่นคง ครานั้นพระกษิติครรภฯ กล่าวขึ้นว่า บัดนี้เรามีมหามนต์ อันจักขจัดแล้วซึ่งจิตแห่งมาร ทั้งยังสามารถขับไล่เสียซึ่งฝูงผีปีศาจราชทูต อันจักมาทำร้ายบริชนคนทั้งปวง ในอดีตภาคอันมิอาจคณนาได้ สมัยนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคอันมีนามว่า “พระประภามณฑลราชาตถาคตพุทธเจ้า” ได้อุบัติขึ้นในโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นได้ดับขันธปรินิพพานลง กาลว่างจากพระศาสนา เราได้บังเกิดแลอาศัยในที่นั้น ครั้งนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งประทับอยู่ที่กุตะบรรพต เราได้เห็นผู้คนทั้งหลายถูกภูตผีเบียดเบียน จึงได้ตั้งปณิธาน จะออกตามหามหามนต์ อันจักระงับเสียซึ่งทุกข์แห่งสรรพชีวิต เมื่อได้มาถึงกุตะบรรพต ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ทราบเรื่องก็เกิดจิตมหากรุณา ถ่ายทอดมหามนต์แก่เรา จากนั้นภายใน ๓ ทิวา เราได้กำราบฝูงภูตจนสิ้น จากนั้นได้แสดงธรรม ให้ภูติทั้งนั้นตั้งอยู่ในกุศลธรรม บังเกิดมรรคจิต สรรพชีวิตทั้งนั้น มีสัตว์นรกและเปรตเป็นอาทิ สำเร็จบนปัทมอาสน์ อุบัติพุทธเกษตร พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงมีพยากรณ์ว่า สืบไปภาคหน้าในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เธอจักได้สำเร็จเป็นพระมหาโพธิสัตว์อันมีนามว่า “กษิติครรภ” เมื่อกล่าวจบพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์จึงทูลลาพระสุคตเจ้า ไปยังเวปุลละบรรพต เพื่อช่วยนายบ้านและบริวารทั้ง ๕๐๐ จากนั้นนายบ้านและบริวารทั้ง ๕๐๐ ทั้งนั้น ก็พ้นภัย
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ สมณะจินเฉียวเจฺว๋ จากอาณาจักรซินหลอ (อาณาจักรนี้ได้ล่มสลายไปแล้ว ที่ตั้งของอาณาจักรนี้ ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของประเทศเกาหลี) ได้จาริกมายังอาณาจักรถัง (ราชวงศ์ถัง) เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ไปบำเพ็ญธรรมที่เขาจิ่วฮว๋าซันอยู่ ๗๕ ปี และถึงแก่มรณกรรม ในปีพ.ศ. ๑๓๓๗ ตรงวัน ๓๐ ค่ำ เดือน ๗ (๗ อธิกมาส) จันทรคติจีน สิริอายุได้ ๙๙ พรรษา ๓ ปีต่อมาพบว่าร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย ชาวบ้านเชื่อกันว่าท่านเป็นนิรมาณกายแห่งพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ขนานนามร่างของท่านว่า “กษิติครรภร่างทอง” และยกย่องให้เขาจิ่วฮว๋าซันเป็น ๑ ใน ๔ มหาบรรพตแห่งพุทธศาสนามหายาน
คาถา “กษิติครรภมหาโพธิสัตว์สลายบาปสัจพจน์” เป็นคาถาที่สำคัญมากที่สุดคาถาหนึ่งของพุทธศาสนามหายาน เนื่องจากเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มากคาถาหนึ่ง จึงเป็นที่รู้จักกันเป็นที่แพร่หลาย
คาถา “กษิติครรภมหาโพธิสัตว์สลายบาปสัจพจน์” ออกเสียงตามสำเนียงจีนกลางดังนี้
“โอม ปอลอมิลิงทอนิง ซอพอเฮอ”
ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤตดังนี้
“อม ปรามารตะเน สวาหา”
พระคาถานี้มีอานุภาพมหาศาล เมื่อเจริญพระคาถาให้กระทำกษิติครรภมหาโพธิสัตว์สลายบาปมุทรา แล้วจินตภาพว่า กษิติครรภมหาโพธิสัตว์ปรากฏพระองค์อยู่บนนภากาศ พระรัศมีแห่งพระองค์สาดส่องไปทั่วสรรพโลกธาตุอนันตมหาจักรวาล สาดส่องไปยังสรรพชีวิตทุกคนทุกตนทุกภพภูมิ พระรัศมีพาดร่างกายแห่งสรรพชีวิต ยังบาปกรรมที่รัศมีสีดำให้สลายไปจากทุกอณูแห่งร่างของสรรพชีวิต เหลือไว้แต่รัศมีอันเรืองรองสุกใส อันเป็นรัศมีแห่งปัญญา และมหากรุณา เมื่อจินตภาพดังนี้ และภาวนาเนิ่นนานไปบาปกรรมแห่งผู้ภาวนาจะค่อยๆเบาบางและสลายไปในที่สุด คนจำนวนไม่น้อยสำคัญผิด คิดว่าจะภาวนาคาถานี้ด้วยความโลภ เพื่อลบล้างบาปตนที่ได้กระทำมา ให้ตนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งการสวดสาธยายมนต์และธารณีในพุทธศาสนามหายานเพื่อตน จะได้ผลน้อยและเนิ่นช้า ทั้งยังขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามหายาน
ในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน กษิติครรภมหาโพธิสัตว์ทรงมีพระนามที่ “กรุณาปณิธานวัชระ” หรือ “มหาปณิธานวัชระ” ณ. วัชรโลกธาตุทรงสำแดงพระองค์เป็นที่ “ทัณฑมหาโพธิสัตว์” ปรากฏพระองค์ในสำนักแห่งพระรัตนสมภวตถาคตพุทธเจ้า และ ณ. คัพภโลกธาตุทรงสำแดงพระองค์เป็นที่ “กษิติครรภสัตวะ” ทรงเป็น ๑ ใน ๙ ของมณฑลมัชฌิมภาคแห่งวิหารกษิติครรภ.
๓ ก.ค. ๒๕๕๒
q1133.com
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|









คอมเมนต์คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds