
พระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่สำคัญมากที่สุด องค์หนึ่งในพุทธศาสนาอุตตรนิกาย และยังถือเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีคนรู้จักมากที่สุดองค์หนึ่งด้วย หลายคนไม่เข้าใจ เมื่อเห็นภาพของพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ สำคัญผิดคิดว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ การที่บางแห่งกล่าวว่าพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ทรงเป็นนิรมาณกายหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทั้งนี้เพราะนี่เป็นความเชื่อพระพุทธศาสนามหายานนิกายฌาน (นิกายเซน) ขณะที่นิกายอื่นถือว่าพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ไม่ใช่องค์เดียวกัน
พระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ ทรงมีพระนามเต็มว่า “จุณฑิสัปตโกฏิพุทธภควตี” ทรงเป็นพุทธมารดาแห่งพระพุทธเจ้าในตรีกาล (กาลทั้ง ๓ คือ อดีต, ปัจจุบัน และอนาคต) พระองค์ทรงมีบุญมีบารมีพ้นประมาณ อิทธิฤทธิ์สูงส่ง สามารถยังให้สรรพชีวิตสมปรารถนาได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านโลกียะหรือโลกุตตระ
ในการสร้างรูปเคารพของพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์นั้น มีตั้งแต่ปางที่มี ๒, ๔, .... จนกระทั่งถึง ๘๔ พระกร รวมทั้งสิ้น ๙ ปาง แต่โดยทั่วไปแล้วจะพบปางที่มี ๓ พระเนตร ๑๘ พระกรมากที่สุด ในคัมภีร์ “สัปตโกฏิจุณฑิมหาประภาธารณีสูตร” ได้พรรณนาวิธีการวาดภาพ พระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ปาง ๑๘ กรไว้ ความว่า “ก่อนจะทำการวาด ให้ชำระร่างกายให้สะอาด จากนั้นสมาทานอุโบสถศีล ...” และยังได้อธิบายลักษณะของพระกรทั้ง ๑๘ ไว้ดังนี้
“ ทรงมีพระฉวีมีสีขาวเหลือง มี ๓ พระเนตร ฉลองพระองค์ภูษาสีขาวลายกงล้อพระธรรมจักร รอบพระวรกายเปล่งประกายพระรัศมี ทรงมี ๑๘ พระกรโดยที่ ๒ พระหัตถ์ตรงกลางกระทำจุณฑิมุทรา โดยที่พระหัตถ์ขวาที่เหลือทั้ง ๘ กระทำประทานพรมุทรา, ทรงพระขรรค์, ประคำ, ผลไม้, ขวาน, คชกุศ, วัชระ และมงกุฏ ส่วนพระหัตถ์ด้านซ้ายทรงฉัตร, ดอกบัว, คนโท, ปาศะ (บ่วงบาศ), ธรรมจักร, สังข์, แจกัน และคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร …”

“ทรงประทับอยู่เหนือปัทมอาสน์ ท่ามกลางมหาสมุทร โดยมีพญามังกร รองรับปัทมอาสน์นั้นอยู่ หน้าพระพักตร์ประดิษฐานกระถางสุคันธบูชา ...”
คัมภีร์ “เศวตมณีมุขบท” ได้ให้อรรถาธิบายลักษณะของพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ไว้ความว่า
“ ๓ พระเนตร หมายถึง พุทธจักษุ, ธรรมจักษุ และปัญญาจักษุ ทั้งยังหมายถึง พระวินัย, พระสูตร และพระอภิธรรม
พระฉวีขาวเหลือง สีเหลืองคือแผ่นดิน อันหมายถึงสมาธิอันมั่นคงไม่หวั่นไหวดุจพื้นปฐพี สีขาวหมายถึงท้องน้ำ อันหมายถึงพระปัญญาคุณที่ไร้ประมาณดุจมหาสมุทร

ฉลองพระองค์ภูษาสีขาวลายกงล้อพระธรรมจักร สีขาวหมายถึง ความบริสุทธิ์ ลายกงล้อพระธรรมจักรหมายถึง การหมุนไปแห่งกงล้อพระธรรมจักร เพื่อแปรเปลี่ยนกิเลสให้เป็นพระโพธิญาณ
พระวรกายทอแสงพระรัศมีส่องสว่างไปทุกทิศ หมายถึง การยังแสงแห่งปัญญาให้ส่องสว่างไปยังทศทิศ กำจัดเสียซึ่งความมืดมิดแห่งอวิชชา
พระหัตถ์ทรงถือหอยสังข์สีขาว สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ เสียงจาก (การเป่า) หอยสังข์ หมายถึงเสียงแห่งการประกาศธรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แห่งสรรพชีวิต ...”

๑. การไร้แล้วซึ่งอกุศลกรรมทางกาย
๒. การไร้แล้วซึ่งอกุศลกรรมทางวาจา
๓. การไร้แล้วซึ่งอกุศลกรรมทางใจ
๔. การไร้แล้วซึ่งมานะ
๕. การไร้แล้วซึ่งความไม่สงบแห่งจิต
๖. การเป็นอนาคาริก (ผู้ไม่ครองเรือน)
๗. ความเป็นผู้มีฉันทะมิรู้สิ้น
๘. ความเป็นผู้มีวิริยะมิรู้สิ้น
๙. ความเป็นผู้มีการภาวนามิรู้สิ้น
๑๐. ความเป็นผู้มีปัญญามิรู้สิ้น
๑๑. ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความหลุดพ้น (วิมุตติ) มิรู้สิ้น
๑๒. ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัศนะมิรู้สิ้น
๑๓. ความเป็นผู้มีกายกรรมทั้งปวงอันเกิดแต่ปัญญา
๑๔. ความเป็นผู้มีวจีกรรมทั้งปวงอันเกิดแต่ปัญญา
๑๕. ความเป็นผู้มีมโนกรรมทั้งปวงอันเกิดแต่ปัญญา
๑๖. ความเป็นผู้มีปัญญาอันไร้เครื่องกีดขวางในอดีตชาติ
๑๗. ความเป็นผู้มีปัญญาอันไร้เครื่องกีดขวางในอนาคตชาติ และ
๑๘. ความเป็นผู้มีปัญญาอันไร้เครื่องกีดขวางในปัจจุบันชาติ

ในคัมภีร์ “จุณฑิธารณีสูตร” แสดงไว้ว่า พระพุทธองค์ทรงรำลึกอนาคตกาลว่า สืบไปภาคหน้าสรรพชีวิตจักหนาแน่นไปด้วยอกุศล อันจะนำมาซึ่งภัยและความทุกข์ยากเป็นอันมาก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อมวลสรรพชีวิต จึงทรงเข้าสมาธิอันมีนามว่า “จุณฑิสมาธิ” จากนั้นจึงทรงแสดง คาถาที่พระพุทธองค์ในอดีตอันมีจำนวนถึง ๗ โกฏิได้เคยแสดงไว้
นั่นก็คือคาถาอันมีนามว่า “จุณฑิธารณี” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตดังนี้
“นะมะฮ์ สัปตะนัม สัมมาสัมพุทธายะ โกฏินัม ตะทะยะธา อม จเล จุเล จุณเฑ สวาหา”
โดยถ้าออกเสียงตามสำเนียงจีนกลางจะได้ว่า
“นำมอ สะตอนัน ซำเมียวซำพุทธอ จฺวีจือนัน เตยยาทา อม เจอลี จุลี จุณที ซอพอเฮอ”
(การออกเสียงบางแห่งอาจต่างไปจากนี้ ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญไม่ใช่การออกเสียง หากแต่อยู่ที่ใจของผู้ที่สวดเป็นสำคัญ)
คาถา “จุณฑิธารณี” นี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ
ท่อนแรกคือบทนมัสการ พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ โกฏิ คือ นะมะฮ์ สัปตะนัม สัมมาสัมพุทธายะ โกฏินัม (นำมอ สะตอนัน ซำเมียวซำพุทธอ จฺวีจือนัน) และ
ท่อนหลังคือ ตัวคาถา หรือที่เรียกว่า “หฤทัยคาถา” คือ ตะทะยะธา อม จเล จุเล จุณเฑ สวาหา (เตยยาทา อม เจอลี เจอลี จุณที ซอพอเฮอ) หรือ อม จเล จุเล จุณเฑ สวาหา ( อม เจอลี เจอลี จุณที ซอพอเฮอ)
คาถา “จุณฑิธารณี” นี้ ต่างจากคาถาอื่นๆ กล่าวคือผู้สวดไม่ต้องเตรียมตัว หรือเตรียมการใดๆก่อนสวด สวดได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ ผู้ใดหมั่นสวดสาธยาย สติปัญญาเพิ่มพูน ทรัพย์สินบริบูรณ์ พ้นจากภยันตรายทั้งปวง อายุยืนนานร่างกายแข็งแรง เป็นที่เคารพยำเกรงต่อมนุษย์, อมนุษย์, เทพยดาทั้งหลาย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ มนุษย์, อมนุษย์, ภูตผี, เทพ, อาวุธ, ยาพิษ, โจร, สัตว์ร้าย, ขุนนาง ฯลฯ ไม่อาจทำอันตราย สวดครบ ๔ แสน ๖ หมื่นจบ จักได้พบพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในความฝัน สวดครบ ๑ ล้านจบ เมื่อสิ้นอายุขัย จักสามารถท่องเที่ยวไปยังพุทธเกษตรทั้งทศทิศ

คาถา “จุณฑิธารณี” นี้ มีอุปเท่ห์มากมาย พรรณนาได้มิรู้สิ้น บัดนี้จักสาธกเล็กน้อยพอเป็นแนวทาง มาตรว่าเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ดี ใช้คาถานี้เสกน้ำรด พืชพรรณงอกงาม แม้ต้นไม้ที่ยืนต้นตายก็สามารถฟื้นคืน มาตรว่ามีคนป่วย หรือรู้สึกว่ามีวิญญาณร้ายคอยรบกวน ให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ แล้วนำเมล็ดผักกาดขาวมามาเล็กน้อย เสกด้วยคาถานี้แล้วจุดไฟ จากนั้นนำไปวางไว้ใกล้คนป่วยหรือที่ๆคิดว่ามีผีอยู่ จักช่วยสลายโรคร้าย ขับไล่สิ่งอวมงคล มาตรว่าเกิดภัยธรรมชาติหรือโรคระบาด ให้นำข้าวสารมาเสกด้วยคาถานี้ แล้วสาดไปรอบๆบริเวณ มาตรว่าปวดท้อง ให้นำน้ำสุกอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย เสกด้วยคาถานี้ ๒๑ จบ แล้วนำมาดื่ม มาตรว่าพบสัตว์กำลังถูกฆ่าหรือทำร้าย ถ้าไม่มีทางช่วย ให้ภาวนาคาถานี้จักช่วยให้สัตว์เหล่านั้นเจ็บปวดลดน้อยลงได้ แม้ว่าสัตว์นั้นต้องตายลง ก็จะไปบังเกิดในสุคติภูมิ มาตรว่าเห็นคนกำลังจะทำบาปภาวนาคาถานี้จะช่วยให้เขาเหล่านั้นกระทำการไม่สำเร็จ ฯลฯ
หลายคนอาจสงสัยว่าคาถา “จุณฑิธารณี” ได้ผลจริงหรือไม่ ?
คาถาและธารณีทั้งปวงในพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่มีจริงและสัมผัสได้จริง แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบคือศรัทธา ,มหากรุณา และปัญญา ศรัทธาคือความเชื่อ กล่าวคือเชื่อมั่นว่าได้ผลจริง มหากรุณาคือ ความปรารถนาเพื่อให้สรรพชีวิตพ้นจากความทุกข์ กล่าวคือพ้นจากอบาย, ความอดอยาก, ทุกข์ยาก, โรคภัย ฯลฯ ว่าถ้าสวดด้วยความเห็นแก่ตัว ความโลภ เพื่อให้ตนครอบครัวของตนหรือพวกพ้องของตน ร่ำรวย, อายุยืน ก็จะได้ผลช้า และได้ผลน้อย ในด้านของการเจริญภาวนา การสวดคาถาธารณี ถือเป็นการเจริญภาวนาอย่างหนึ่ง โดยเมื่อจะเจริญภาวนา ควรจะอยู่ในที่สงัด จินตภาพถึงพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ในลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้น กระทำ "จุณฑิมุทรา" แล้วทำการสาธยายคาถา “จุณฑิธารณี” เมื่อนานวันเข้ามีความชำนาญภาพจะแจ่มชัดขึ้น จากพระโพธิสัตว์ที่เป็นเพียงภาพวาดหรือรูปเคารพ เราจะสามารถสัมผัสพระโพธิสัตว์ได้จริงๆ โดยไม่ใช่แค่การจินตนาการหรือมโนภาพในความฝัน
อนึ่ง “จุณฑิธารณี” ได้ชื่อว่า “ราชันย์แห่งมนตรา” ด้วยพระมหาปณิธานแห่งพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ “จุณฑิธารณี” นี้จักครอบคลุมสรรพมนตร์ทั้งปวง บรรดามนตร์ที่มีในสรรพโลกธาตุ “จุณฑิธารณี” นี้เป็นเอก ไม่มีมนตร์อื่นใดยิ่งกว่า มาตรว่าชนใดจักสาธยายมนตร์ใดๆก็ตาม หากไม่สามารถจดจำได้หมด หรือไม่อาจสาธยายด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม พึงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ แล้วสาธยาย “จุณฑิธารณี” นี้ ด้วยพระมหาปณิธานจะยังให้ “จุณฑิธารณี” แปรเปลี่ยนเป็นมนตร์ต่างๆดังประสงค์ และมีผลานิสงส์ดังปรารถนาทุกประการ “จุณฑิธารณี” นี้ ได้นามว่า “มโนรสมนตรา” ด้วยเหตุที่ว่าจะสามารถยังให้สรรพชีวิตทั้งปวงสมปรารถนาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไร้แล้วซึ่งเครื่องกีดขวางทั้งปวง

พระรัศมีของพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ เป็นรัศมีสีดั่งท้องฟ้า เมื่อเสกคาถาไปที่น้ำ, ข้าวสาร หรือเมล็ดมัสตาร์ดขาว ให้จินตภาพว่ารัศมีแห่งพระจุณฑิมหาโพธิสัตว์ ได้แทรกซึมลงไปในวัตถุดังกล่าว และพัฒนาไปเป็นลำดับจนกระทั่งจินตภาพว่าพระรัศมีอันเรืองโรจน์แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งอนันตมหาจักรวาล ยังให้สรรพชีวิตทุกภพภูมิหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร
"เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อสรรพชีวิต" นี่คือหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา และพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบรมศาสดา พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย คุณทำได้ ทุกคนทำได้ ไม่มีเหตุที่จะทำไม่ได้ เว้นแต่จะไม่ทำ คนมีความสามารถและคนทำกุศลในโลกนี้มีไม่น้อย แต่ที่จะทำเพื่อคนอื่น เพื่อสรรพชีวิต ... นับวันยิ่งจะเหลือน้อยลงทุกที ...
“ก้มกราบสุสิทธิเป็นสรณะ น้อมเศียรบังคมสัปตโกฏิ
บัดนี้ข้าฯ สรรเสริญมหาจุณฑิ พระปณิธานเมตตาคอยคุ้มครอง”
พระนาคารชุนมหาโพธิสัตว์
q1133.com
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
****อย่างไรก็ตามหากท่านใดสนใจในเรื่องเกี่ยวกับการภาวนาคาถาธารณี สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่บทความเรื่อง “มหากรุณาธารณีสูตร (ฉบับภาษาสันสกฤต) ”
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|








