สิ่งที่เกี่ยวข้องพระพุทธศาสนาเช่นพระพุทธรูป พระเครื่อง หนังสือ cd ฯลฯ ห้ามซื้อขายเป็นอันขาดเป็นบาปมหันต์ ที่อยากทำความเข้าใจอย่างยิ่งคือเรื่องของพระเครื่อง ทุกวันนี้ทำขายกันมาก
พระเครื่องเป็น "อุเทสิกเจดีย์" เป็นเครื่องหมายตัวแทนของพระศาสดา ถ้าสมมุติว่าจะสร้างการกุศลเช่น การสร้างโบสถ์ หรือ โรงพยาบาลแต่ขาดเงิน แล้วเชิญชวนชวนคนมาทำบุญ พอเขาทำบุญเสร็จแล้วก็ให้พระเครื่องเขาไว้เป็นที่ระลึก แบบนี้ทำได้ แต่ขอเน้นว่า ต้องทำบุญเสร็จแล้วค่อยให้โดยไม่ประกาศไปก่อนว่า พอมาทำบุญแล้วจะให้ แต่ถ้าบอกคนไปก่อนว่าถ้ามาทำบุญแล้วจะไห้พระเครื่อง ทำบุญเท่าไหร่จะได้พระเครื่องรุ่นไหน หรือ แม้แต่ไม่กำหนดจำนวนเงินก็ตาม แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด บาปมาก คนที่ทำแบบนี้ไม่ว่าเป็นบรรพชิต(พระ) หรือ คฤหัสถ์(ชาวบ้าน) ตายไปต้องตกนรกแน่นอน โดยเฉพาะพวกเซียนพระทั้งหลาย ตายไปตกนรกแน่ๆ ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงแค่ไหน ไม่ว่าทั้งที่หากินตามแผงพระ หรือว่าพวกเซียนพระดังๆ ที่หากินกับพระศาสนาจนรวย หรือว่าพวกนายทุนที่ปั้มพระใหม่ๆ ขายแล้วโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ให้คนไป "เช่า" (เรียกไห้ดูดีจริงๆแล้วก็คือ "ซื้อ") พวกนี้ตกนรกแน่นอน ถ้าพระภิกษุองค์ไปไหนร่วมด้วยก็คงตามตกไปด้วยกัน
การกระทำทั้งปวงไม่ว่าสร้างโบสถ์ ฯลฯ จำเป็นอยู่เองว่าต้องใช้เงิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเกิดจากศรัทธาของพุทธบริษัทที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น ไม่ใช่นั้นแล้วเราคงจะมีพระอุโบสถราคา 100 ล้าน แต่สร้างจากเงินที่ไม่สะอาด (เพราะได้มาโดยมิชอบ) ถึงตอนนั้นพระพุทธศาสนาอาจจะมีวัดวาอารามที่ใหญ่โต แต่กลับกลวงโบ๋ไม่มีเนื้อหา
ที่อยากจะเน้นคือ บรรพชิต(พระ)ทุกท่าน ที่เป็นบุตรแห่งพระศาสดา จำเป็นอยู่เองว่าจะต้องศึกษาตามหลักธรรมวินัยของพระศาสดา(ตามแต่นิกายของตน)ให้ชัดแจ้งแล้ว นำมาเผยแผ่แก่ประชาชน และยังต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างด้วย ดังนี้แล้วเมื่อคนทั้งหลายได้รับประโยชน์จากพระศาสนา ย่อมอุปถัมภ์พระศาสนาอย่างมิต้องสงสัย นั่นจึงจะเป็นความเจริญของพระศาสนาอย่างแท้จริง ถ้าคิดเป็นจะบุตรแห่งพระศาสดาคือ บรรพชิต (พระ) แล้ว "ต้ององอาจกล้าหาญ ยอมอดอย่างราชสีห์ ดีกว่าอิ่มอย่างหมา"
อีกเรื่องที่สำคัญของพระภิกษุคือ ต้องไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองด้วยนัยยะทั้งปวง ในกรณีที่จะเกี่ยวข้องได้คือ การนำเสนอแนวคิดอันเนื่องจากคำสอนของพระพุทธเจ้า "แต่ต้องไม่เคลื่อนไหวหรือ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม"
การได้เกิดเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา ถือว่าได้สิ่งที่ได้มาโดยแสนยาก แต่การที่จะได้เป็นพุทธศาสนิกชน (ไม่ว่าโดยฐานะฆราวาสหรือบรรพชิต) การเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การดำรงอยู่ของบรรพชิตอยู่ได้ด้วยการอาศัยปัจจัย ๔ อันเกิดจากการบริจาคของประชาชน หากประพฤติตนไม่เหมาะสม ตามกฎแห่งกรรมต้องชดใช้อย่างทวีคูณ การที่คนๆ หนึ่งเป็นพระนั้น ไม่ได้ได้เป็นโดยลำพังเท่านั้น ยังเป็นตัวแทนของพระรัตนตรัยที่จับต้องได้บนโลกใบนี้ และยังเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์ทั้งปวง ถ้าเขาคนนั้นปฏิบัติดีแล้วอย่อมมีผลดีเป็นอันมาก แต่ในทางตรงกันข้ามหากประพฤตินอกพระธรรมวินัยแล้ว ย่อมทำร้ายพระพุทธศาสนาได้มากเช่นกัน
สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาตัวเอง คือการลดทอนความเห็นแก่ตัวลง ไม่เช่นนั้นไม่ว่าทำสิ่งใดก็คงไม่ดี ความเห็นเห็นแก่ตัว เป็นรากฐานของอกุศลทั้งปวง ถ้าไม่ทำความเข้าใจไห้ถ่องแท้แล้ว ก็คงจะลำบาก หลายท่านทำบุญเป็นอันมาก แต่ก็ไม่พ้นความเห็นแก่ตัว เอาความโลภเป็นที่ตั้งในการทำบุญ การทำเช่นนี้จิตย่อมไม่สะอาด กุศลนั้นย่อมไม่ให้ผลเท่าที่ควร หรือไม่ให้ผลเลย ยกตัวอย่างเช่น การทำทานคำว่า "ทาน" แปลว่า "ให้" ถ้าขณะที่ทำไม่ได้คิดว่า "ให้" แต่กลับคิดว่าจะ "ได้" อะไรตอบแทน (เช่น ขึ้นสวรรค์,รวยขึ้นหรือหายป่วยจากโรค) นั่นย่อมไม่ใช่ "ทาน" แน่นอน แม้ว่าเป็นกุศลก็ให้ผลน้อย เนื่องจากเกิดจากจิตใจที่ไม่สะอาด (ทำบุญด้วยความโลภ) ยกตัวอย่างเช่นการทำบุญ ๙ วัดด้วยหวังว่า ชื่อวัดอันเป็นมงคล อันจะยังให้ผู้ที่ไหว้ ได้รับประโยชน์นาๆ ประการ ทั้งที่ยังไม่ได้ไหว้ แต่กลับคิดว่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง แน่นอนเมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เป็นไปตามหวังแน่นอน
พระพุทธศาสนา (ไม่ว่านิกายไหน) เป็นศาสนาที่เน้น "ปัญญา"และ "เมตตา" ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ คุณจะไปไหว้พระวัดที่มีคำว่า "ชนะ" แล้วจะทำให้คุณชนะศัตรู หรือห้อยพระบางรุ่นแล้ว จะทำไห้ศัตรูพินาศ หรือ ยกตัวอย่างคือการสวดมนต์ พระพุทธศาสนามหายานและ วัชรยานเน้นที่พระโพธิญาณ โปรดสรรพชีวิตให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง การสวดมนต์และคาถา ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งอันเกิดจากพระกรุณา แห่งพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สวดเองย่อมต้องมีสภาวะจิตอันประกอบไปด้วยมหากรุณา เพื่อให้สรรพชีวิตทั้งหลาย (ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์ หากแต่ยังมี เปรต, เดรัจฉาน, อสุรกาย, สัตว์นรก, เทพ, พรหม) พ้นจากกองทุกข์ และพบแต่ความสุข เมื่อเป็นดังนี้บทสวดทั้งปวงย่อมมีอานุภาพมาก แต่ถ้าสวดด้วยความโลภ โดยหวังว่าสวดแล้ว เรา, ญาติ, พี่น้อง, พ่อแม่, เพื่อน, สามีภรรยา, บุตรธิดาของเรา, พวกพ้องของเราจะ ฉลาด, รวย, หายป่วย, แข็งแรง, อายุยืน, มีความสุข ฯลฯ ย่อมได้อานิสงส์น้อยมาก หรืออาจจะไม่ได้เลย
วันนี้ถ้าบอกคนว่าสวดคาถานี้แล้วเราจะรวย เขาอาจจะบอกว่า "ถ้าสวดแล้วรวยจริง ละก็ ให้สวด ๓ วัน ๓ คืนก็ยังไหว" แต่ถ้าบอกว่าสวดแล้ว ให้ศัตรูของเรารวย หรือสวดแล้วสรรพชีวิตรวย พ้นจากความอดอยาก พ้นจากความทุกข์ยาก จะมีคนที่ยอมสวด บางคนอาจจะตอบกลับมาว่า "สวดให้อื่นรวย! บ้ารึเปล่า?!" ซึ่งถ้ามีก็อาจจะ สวดๆ พอเป็นพิธี พอสวดๆ ไปเหนื่อย ก็ไม่ค่อยอยากสวด เหนื่อยก็สวดไม่นานก็เลิกไปเอง
ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าระดับเล็กคือครอบครัว, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, บริษัท,องค์กร, สมาคม ฯลฯ จนไปถึงระดับประเทศชาติ, นานาชาติ และ ระดับโลก ต้องใช้ปัญญาและเมตตา (ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) กรุณา (ปรารถนาให้ผู้อื่นมีสุข) เท่านั้น จึงจะแก้ได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้สังคมของโลกเรา เป็นสังคม "คุณนะทำ" (ไม่ใช่ "คุณธรรม") สังคม"คุณ-นะ-ทำ" คือ คุณนะทำ (แต่ผมไม่ทำ) คนไม่น้อยรู้ไปหมดทุกอย่างว่า คนอื่นควรจะทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร แต่ไม่รู้อยู่อย่างเดียวคือ ไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร คุณธรรมมีมากมาย แต่ดีแต่พูดให้คนอื่นทำ ขณะที่ตนเองไม่เคยคิดที่จะทำ ฉลาดแต่เรื่องคนอื่น แต่ไม่ฉลาดเรื่องตัวเอง เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ แม้คุณธรรมจะมีมากเท่าไรก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะมีแต่คนพูด แต่ไม่มีคนทำ
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|








