
เรื่องรับธรรมนี้ เข้าใจว่าเป็นความเชื่อของลัทธิอนุตตรธรรม ซึ่งเรื่องรับธรรมนี้ผมฟังมานานชักจะลืมๆไปแล้ว เลยไม่ค่อยแน่ใจ
จริงๆ แล้ว "ธรรม" คือข้อปฏิปัติ หากปฏิบัติจริงก็สัมผัสได้จริง เห็นผลจริง แต่ปัญหาของคนโดยมากคือ ปฏิบัติแบบทีเล่นทีจริง ปฏิบัติบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง พอไม่เห็นผล ก็ไม่ค่อยมีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือที่ศัพท์ศาสนาเรียกว่า "ศรัทธาไม่ตั้งมั่น"
ปัญญาและศรัทธาเป็นของคู่กัน คุณฟังธรรม นำไปปฏิบัติจริง เมื่อเห็นผล ก็จะเกิดปัญญา คุณจะยิ่งศรัทธา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระศาสดาว่า "พระธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงเป็นสัจจะ เป็นความจริงทุกประการ" แต่ถ้าเป็นทางตรงกันข้าม ก็จะไม่ตั้งมั่น เมื่อศรัทธาไม่ตั้งมั่นก็จะถูกคนชักจูงได้ง่าย จูงมา แล้วก็จูงกันต่อๆ ไป คนมาจูงก็ไม่รู้ คนถูกจูงก็ไม่รู้ สุดท้ายต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าพากันไปไหน
พุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้ใครสักแต่ว่าเชื่อปะหลกๆไป แต่แสดงให้เห็นถึงเหตุและผล คนที่นำไปปฏิบัติย่อมรับรู้ได้ด้วยตนเอง คนภายนอกมองว่าศรัทธาคือเรื่องของความเชื่อความงมงาย แต่สำหรับพระพุทธศาสนา ศรัทธาและปัญญาเป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญ 2 ด้าน
ปัญญาที่ไม่มีศรัทธาเข้าประกอบเป็นปัญญาจอมปลอม ศรัทธาที่ไม่มีปัญญาเข้าประกอบ เป็นศรัทธาที่เพ้อเจ้อ ไม่สำคัญว่าคุณจะนับถือพุทธศาสนานิกายอะไร (เถรวาท, มหายาน, วัชรยาน) ขอเพียงปฏิบัติจริง ย่อมเห็นผลจริง (ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ)
อีกเรื่องที่ผมแน่ใจคือ "หมีเล่อเจินจิง" 弥勒真经 เป็นคัมภีร์ที่ลัทธิอนุตตรธรรมแต่งขึ้น โดยแอบอ้างบุคคลและหลักธรรมในพุทธศาสนามหายาน
ลัทธิอนุตตรธรรมเป็นลัทธิที่แอบอ้างพระพุทธศาสนา คำสอนของลัทธินี้บางส่วนก็คล้ายคลึงกับพระพุทธศาสนามหายาน แต่บางส่วนก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าคล้ายกันขนาดไหน "ไม่ใช่" ก็คือ "ไม่ใช่"
เรื่องของลัทธิอนุตตรธรรม คงเสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ตได้ไม่ยาก ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพื่อการทำความเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ได้มีเจตนาโจมตีความเชื่อ, ลัทธิ, ศาสนาใดๆ สิ่งสำคัญคือเราทุกคนต้องยอมรับและไม่ดูถูก ความเชื่อ, ลัทธิ, ศาสนา, ประเพณี, วัฒนธรรม ฯลฯ ของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่มีความเห็นที่ต่างกับเรา เพราะนี้คือพื้นฐานสำคัญที่สิ่งมีชีวิตที่ได้ชื่อว่า "มนุษย์" พึงจะมี เพราะหาไม่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะถามว่านับถือศาสนาอะไร เพราะแค่คำว่าเป็น "คน" ก็ไม่คู่ควรแล้ว
ในโลกนี้มีคนกินเจมากมาย ด้วยเหตุผลต่างๆ มีทั้งอ้างอิงและไม่อ้างอิงความเชื่อทางศาสนา และศาสนาต่างๆ ตลอดจนลัทธิต่างๆ ในโลกนี้ที่ "กินเจ"* (หมายถึงไม่กินเนื้อ) แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามหายานก็มีไม่ใช่น้อย
"กินเจ" ไม่ได้หมายความจะต้องเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามหายานเสมอไป นัยยะเดียวกันคนที่นับถือกราบไหว้พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และบุคคลในพระพุทธศาสนา ก็ไม่แน่ว่าจะต้องนับถือพุทธศาสนาเสมอไป ซึ่งนั่นก็ต้องถามว่า สำหรับคนเหล่านั้น พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ บุคคลในพระพุทธศาสนา และพระพุทธศาสนา หมายถึงอะไร
* "กินเจ" เป็นคำที่อนุโลมเรียกการงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์และผักบางชนิด ตามชาวจีนในประเทศไทย ในข้อเท็จจริงพุทธศาสนาไม่เรียกว่า "การกินเจ"
** แนะนำอ่านบทความนี้เพิ่มเติม วิจิกิจฉา และ พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน
คำชี้แจง :
ในบทความนี้ ที่ใช้คำว่า "หมีเล่อเจินจิง 弥勒真经 เป็นคัมภีร์ที่ลัทธิอนุตตรธรรมแต่งขึ้น โดยแอบอ้างบุคคลและหลักธรรมในพุทธศาสนามหายาน" เป็นการกล่าวในเชิงข้อเท็จจริง ไม่ได้มีจุดประสงค์จะโจมตีลัทธิหรือศาสนาอื่นแต่อย่างใด
โดยสาระสำคัญของบทความนี้ มุ่งจะชี้แจงความแตกต่างระหว่าง "อนุตตรธรรม 一贯道" และ "พุทธศาสนา (ทุกนิกาย)" โดยว่าแม้ทั้ง ๒ จะมีบางสิ่งบางประการที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้ง ๒ นี้มิได้ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่ประการใด
บทความ "รับธรรม และ หมีเล่อเจินจิง 弥勒真经" นี้ มีจุดมุ่งหมายให้คนที่อ่านมีความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่มีเจตนาโจมตีหรือกล่าวร้าย ลัทธิหรือศาสนาอื่นแต่ประการใด ในทางตรงกันข้าม ทางเว็บไซด์ mahapadma.org ได้เปิดโอกาส ให้มีการแสดงความเห็น ที่ด้านล่างของบทความ โดยนับแต่นำเสนอบทความก็ได้มีสมาชิก "อนุตตรธรรม 一贯道" เข้ามาให้ความเห็นชี้แจงเรื่อยมา ซึ่งทางเว็บไซด์ mahapadma.org ก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสหรือลบข้อความทั้งหลายแต่อย่างใด
เว็บไซด์ mahapadma.org เคารพในความเห็นความเชื่อของบุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าความเห็น ความเชื่อนั้น จะเหมือนหรือแตกต่าง โดยไม่มีเจตนาดูถูก โจมตี ให้ร้าย แต่ประการใดๆ
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
18/05/2555
q1133
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|









คอมเมนต์คอมเมนต์
เหมือนปลูกผัก กับทุเรียน ต่างก็ให้ผลที่ต ่างกัน เราจะรู้ได้ว่าส องอย่างนี้ต่างก ัน คือเราต้องเข้าใ จเรื่องของการปล ูกผัก ทำอย่างไร ดูแลอย่างไร ทุเรียนก็เช่นกั น ดังนั้นไม่ว่าจะ ศาสนาใด ธรรมะแท้จริงคือ อะไร ก็ไม่ควรไปกล่าว หาเพราะเราไม่ได ้ไปศึกษารู้จริง ในทุกอย่าง จึงมาเปรียบเทีย บได้
นรก รอคนที่คิดไม่ได ้ คือ มารในจิตใจ
และเข้ามาเผยแพร ่ในประเทศไทยครั ้งแรกก็ประมาณ ปี พ.ศ.2520 (หากจำไม่ผิด) เพราะครั้งนั้นท ่านที่เป็นอาจาร ย์ใหญ่เดินทางมา จากไต้หวัน และมาเปิดห้องพร ะฯ ที่บ้านเพื่อนขอ งผม และมอบอนุตระธรร ม หรือองค์ธรรมให้ โดยต้อง(เน้นๆๆ ต้องทำบุญคนละหน ึ่งร้อยบาท) ซึ่ก็ถือว่าเยอะ มากเมื่อเทียบกั บสมัยนี้ และขณะนั้นผมน่า จะอยู่ประมาณ มัถยมหนึ่งเห็นจ ะได้ ด้วยเพราะการชัก ชวนของเพื่อนและ แม่เพื่อน จึงได้รับธรรมกั บเค้าด้วย และเห็นแนวทางคำ สอนและการปฏิบัต ิ ก็ถือว่าน่าศรัท ธา(ศรัทธาในที่น ี้คือตอน ผมอยู่มัถยมหนึ่ งและสมองก็คงจะม ีแนวคิดแบบเด็กแ ละถือว่าอ่อนประ สบการณ์ อย่างมาก)
ผมจะตอบให้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอา ศัยการอ้างพระเจ ้าเทพฯพรหมหรอกค รับ แค่อาศัยตรรกะนิ ดหน่อยก็สามารถท ักในสิ่งที่คุณก ำลังคิดอยู่ได้ และจะถูกต้องตรง กับที่คุณคิดมาก ยิ่งขึ้น หากว่าระยะเวลาท ี่เร่งรัด ในการตั้งคำถาม
มันเป็นเรื่องที ่ง่ายมากครับ ก่ะแค่อย่างแรกท ี่จะเป็นคำพูดที ่ตอบออกมาว่า "เธอจงเชื่อมั่นว ่า ชั้นมีตัวตนจริง อย่าลังเลในใจอย ู่เลย" อะไรประมาณนี้ซึ ่งกว่า เก้าสิบห้าเปอร์ เซนต์ จะตรงเพราะเหตุท ี่นิสัยของคนมัก จะลังเลสงสัยเป็ นอันดับแรก หากแต่คุณมีความ เชื่อเป็นทุนอยู ่แล้วผิดก็กลายเ ป็นถูก ได้เช่นกัน (เคยฟังนิทานเรื ่องจิ้งจอกหางด้ วนไหม)
โทรตามคอยตามอยู ่นั้น เราคนไทยเกิดมาพ ร้อมกลับการ
ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดนมาแล้วกับตัว
ขอบอกเลยค่ะว่าพ อกันที !!!!!!!!!!!
จงยังปัญญา เพื่อฝึกฝน ขัดเกลา
พุทธจิตธรรมญาณ เรืองรองแล้วหรื อ
หนี้กรรมหมดสิ้น กันแล้วหรือ
ขอให้เมธีทั้งหล าย ใช้ปัญญาให้กระจ ่าง
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds